ฟังรายการสถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz.



ครอบครัวข่าวสาร





มาร่วมคุยกันดีกว่า

๒๘/๕/๕๑

เผยวัยรุ่นไทยมีเซ็กส์ครั้งแรกอายุต่ำสุด13ปี



วันนี้ (23 พ.ค.) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข เปิดงาน “รวมพลัง...วัยทีน รู้ทันเอดส์” เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคเอดส์และอนามัยการเจริญพันธุ์ และส่งเสริมให้วัยรุ่นรักในคุณค่าของตนเอง มีความรับผิดชอบ และรู้จักหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

นายไชยา กล่าวว่า จากรายงานการเฝ้าระวังโรคเอดส์ ตั้งแต่ ก.ย. 2527-30 เม.ย. 2551 พบผู้ป่วยเอดส์สะสม 331,336 ราย เสียชีวิต 91,142 ราย ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 25-34 ปี โดยร้อยละ 84 มีสาเหตุจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน แสดงให้เห็นว่ามีการติดเชื้อมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งพฤติกรรมและค่านิยมเรื่องเพศของวัยรุ่นและเยาวชนไทยปัจจุบันนี้ นับวันยิ่งน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเร็วขึ้น และไม่ให้ความสำคัญกับการใช้ถุงยางอนามัย รวมทั้งบางคนมีคู่นอนหลายคนหรือแลกเปลี่ยนคู่นอน ทำให้ยิ่งเสี่ยงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์มากขึ้น

ด้าน นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในปี 2550 สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้เฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอดส์ ในกลุ่มนักเรียน ม.2 จำนวน 18,802 คน พบว่า นักเรียนชายร้อยละ 3 และนักเรียนหญิงร้อยละ 2 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว อายุเฉลี่ยการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก 13 ปี ขณะที่กลุ่มนักเรียน ม.5 สำรวจ 16,104 คน พบนักเรียนชายร้อยละ 21 และนักเรียนหญิงร้อยละ 13 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว สำหรับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรือคู่รัก ในกลุ่ม ม.2 ชายใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 50 หญิงใช้ร้อยละ 25 ส่วนกลุ่ม ม.5 ชายใช้ร้อยละ 25 หญิงใช้ร้อยละ 20


ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า ในกลุ่มนักเรียน ปวช. ปีที่ 2 จำนวน 16,692 คน พบชายมีเพศสัมพันธ์แล้วร้อยละ 40 หญิงร้อยละ 28 อายุเฉลี่ยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก 15 – 16 ปี โดยนักเรียนหญิงส่วนใหญ่ร้อยละ 96 มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกกับแฟนหรือคู่รัก ที่สำคัญพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มนี้ต่ำมาก โดยชายใช้กับแฟนหรือคู่รัก ร้อยละ 23 ใช้กับหญิงขายบริการ ร้อยละ 63 ใช้กับคนรู้จักผิวเผิน ร้อยละ 54 และใช้กับเพศเดียวกัน ร้อยละ 50 ส่วนหญิงใช้กับแฟนหรือคู่รัก ร้อยละ 15 และใช้กับคนรู้จักผิวเผิน ร้อยละ 34


ขอขอบคุณข่าวจาก


สธ.เตือนทำ"สปาหู"ระวังแก้วหูทะลุ มีสิทธิ์หนวกถาวร

วันนี้ (26 พ.ค.) นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันการทำ “สปาหู” กำลังเป็นที่นิยมในวงการสปา โดยวิธีการนำเทียนมาจุดไฟที่ปลายด้านหนึ่งและปล่อยให้ควันจากแท่งเทียนเข้าไปในช่องหู จะเป็นขี้เถ้าอยู่ด้านใน โดยกล่าวอ้างว่าสามารถบรรเทาอาการไซนัส หวัด ไมเกรน ผ่อนคลายความเครียด ปรับสมดุลระดับความดันที่เกี่ยวกับการทรงตัว ยังช่วยทำความสะอาดภายในหู มีอัตราค่าบริการครั้งละ 500-1,500 บาท

“การทำสปาหู อาจถึงขั้นทำให้แก้วหูอักเสบ ทะลุจนหูหนวกถาวรได้ ดังนั้นการที่ร้านเสริมสวยหรือสปา โฆษณาว่า จุดเทียนที่มีรูกลวงแล้วสอดเข้ารูหูเกิดแรงดันดูดขี้หูออกมา และควันของเทียนช่วยปรับสมดุลทำให้หายจากโรคไซนัสปวดศีรษะ หูอื้อนั้น เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะไม่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยัน ไม่มีผลต่อการไหลเวียนของระบบต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นการจัดอบรมอ้างว่า เทียนสปาหูราคาแพงเล่มละ 135 บาท สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้นั้น ถือว่าเทียนเข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ผู้ดำเนินการลักษณะนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ มีโทษปรับไม่เกิน30,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำและปรับ ส่วนการทำสปาหูตามร้านเสริมสวยหรือร้านสปาที่ไม่ใช่สถานพยาบาลผู้กระทำมีความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล โทษปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือโทษจำคุกไม่เกิน3 ปีหรือทั้งจำและปรับ” นพ.ศุภชัย กล่าว


นพ.ศุภชัย กล่าวต่อว่า จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสปาทั่วประเทศหากพบแห่งใดให้บริการสปาหูจะเพิกถอนใบอนุญาตสปาแห่งนั้นจะเป็นสถานบริการเถื่อน มีความผิดพ.ร.บ.สถานบริการของกระทรวงมหาดไทยทันที สำหรับการเข้าไปควบคุมการโฆษณาทางเว็บไซด์หรือบล็อกนั้น นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นต้องฝากถึงประชาชนอย่าหลงเชื่อการอวดอ้างทำสปาหูเพราะราคาแพงครั้งละ500-1,500 บาท แต่ไม่มีประโยชน์ต่อหูเลย

ด้าน รศ.นพ.ภาคภูมิ สุปิยพันธ์ เลขาธิการราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราชวิทยาลัยไม่ได้รับรองการทำสปาหู การอ้างว่ารักษาโรคต่าง ๆได้นั้นเป็นอวดอ้างเกินจริง เพราะการจุดเทียนแล้วสอดเข้ารูหูไม่มีแรงดันเพียงพอที่จะดูดขี้หูออกมาได้ แต่ความร้อนจากการจุดเทียนทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อในรูหูแก้วหูอักเสบและทะลุจนหูหนวกถาวรได้ ผลการศึกษาของประเทศแคนาดาในผู้ทำสปาหู 112 ราย มีรายงานว่ารูหูได้รับการบาดเจ็บจากความร้อน 13 ราย ขี้ผึ้งของเทียนอุดตันรูหู 7 ราย แก้วหูทะลุ 1 ราย ส่วนที่อ้างว่า รักษาไซนัสถือว่าเป็นการอ้างเกินจริง เพราะโพรงไซนัสกับหูชั้นนอกที่สอดเทียนเข้าไปนั้น มีแก้วหูขวางกั้นอยู่ไม่สามารถทะลุถึงกันได้ นอกจากนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ แคนานา อังกฤษ ไม่รับรองมาตรฐานสปาหู โดยระบุว่าเป็นการใช้เทียนเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

รศ.นพ.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ธรรมชาติของหูจะดูแลตัวเองอยู่แล้ว จะขับขี้หูออกมาเองไม่มีความจำเป็นต้องใช้อะไรมาปั่นหู อย่าใช้ไม้พันสำลีเช็ดขี้หูเพราะยิ่งจะดันขี้หูเข้าไปข้างในรูหูเรื่อย ๆ จนขี้หูอุดตัน ไม่ได้ยินอะไรเลยขี้หูไม่ใช่ขี้ ไม่ต้องทำความสะอาดหรือล้างออกแต่ขี้หูเป็นขี้ผึ้งทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค เชื้อรา ไม่ต้องกำจัดออกอยากให้คิดใหม่ทำใหม่ ยิ่งพ่อแม่ใช้คัตตอนบัดแยงหู เด็ก ๆ เห็นแล้วทำตามจนถึงขั้นแก้วหูทะลุ ซึ่งพบแล้วหลายราย.


ขอขอบคุณข่าวดีดีจาก

๒๑/๕/๕๑

งานครอบครัวจิตอาสาสัญจรครั้งที่ 2


เรียนรู้ที่จะให้ สุขใจที่จะทำ...เครือข่ายครอบครัวจิตอาสา

"โอกาส" เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องการจะได้รับ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนในสังคมที่ได้รับโอกาสในการดำเนินชีวิตที่เท่าเทียมกัน

โครงการครอบครัวจิตอาสา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ครอบครัวทั่วไปได้มีโอกาสในการแบ่งปันให้กับครอบครัวที่ยากลำบาก นอกจากนี้ครอบครัวยังได้ใช้เวลาว่างในการทำกิจกรมร่วมกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัว และเกิดเครือข่ายครอบครัวจิตอาสาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ครอบครัวจิตอาสาสัญจรครั้งที่ 2 "บ้านเปี่ยมสุข" จังหวัดนครปฐม
จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2551

โครงการช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เป็นบ้านพักในการเลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์

แบ่งปันความสุขเพื่อน้อง ร่วมกิจกรรมปรับภูมิทัศน์ เลี้ยงอาหารกลางวัน
กิจกรรมสันทนาการเพื่อเพิ่มความสุขให้น้อง ร่วมกันบริจาค สมุดฉีกรายงานขนาด A4 เพื่อสนับสนุนการเรียนของน้องๆบ้านเปี่ยมสุข




สนใจร่วมเดินทางไปกับเรา ติดต่อ ฝ่ายพัฒนาสังคม มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
โทร 02-9542346-7 โทรสาร 02-9542348

วิธีใหม่ในการหลอกให้โอนเงิน


เตือนให้ระวังกันเป็นพิเศษ ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ยังมีการหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชี

เรื่องที่เกิด มีผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลอ้างเป็นพนักงานธนาคาร .... แจ้งว่ามีลูกค้าคนอื่นโอนเงินเข้ามาที่บัญชีของคุณ เป็นการโอนเงินผิดบัญชี โดยสามารถบอกเลขบัญชีทุกอย่างถูกหมด อยากให้โอนเงินกลับด้วย เพราะว่าลูกค้าคนนั้นเดือดร้อนมาก เหยื่อรายนี้ก็ตอบกลับว่าขอไปเช็คบัญชีก่อน เมื่อไปตรวจบัญชีก็พบมีเงินเข้ามาในบัญชีจริง เพียงแต่จำนวนไม่ตรงตามที่ผู้อ้างเป็นพนักงานแบงก์แจ้ง เหยื่อจึงโอนเงินคืนไปให้ ไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่ใช่เงินเรา กระทั่งได้รับใบแจ้งหนี้จากแบงก์ มียอด Call for cash ให้ผ่อนจ่ายรายเดือน จึงโทรศัพท์ไปสอบถาม จึงทราบว่ามีการโทรศัพท์อ้างว่าเป็นตัวเหยื่อ ขอเบิกเงินสดเข้าบัญชีตัวเอง ทำเอาอึ้ง พอบอกว่าไม่ใช่ตัวเองทำ เท่ากับถูกหลอก พนักงานคอลเซ็นเตอร์จึงได้แต่บอกให้โทรศัพท์แจ้งความ โชคดีที่เก็บสลิปใบโอนเงินไว้ จึงนำไปเป็นหลักฐานแจ้งความได้ ... แต่ไม่รู้ตำรวจจะช่วยได้ไหม เพราะจำนวนเงินหลายหมื่นบาททีเดียว

ทั้งนี้ ปกติถ้ามีการโอนเงินผิดโดยพนักงานเขาสามารถทำรายการ ERROR ได้เพราะมีหลักฐานคือ ใบสลิปที่ลูกค้าเขียนมาไว้อ้างอิง และเลขบัญชีแต่ละธนาคารไม่น่าจะใส่ผิดกันง่ายๆ เพราะถึงจะพลาดไป 1-2 ตัว เครื่องอาจจะแจ้งว่าเลขที่บัญชีไม่ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าพวกที่โทร.มาติดต่อแบบนี้ก็น่าสงสัยเหมือนกัน จึงต้องระวัง อย่าหลงเชื่อ ทางที่ดีที่สุดให้ตรวจสอบชัดเจนกับทางธนาคารว่าในระยะใกล้เคียงกันนั้น มีการทำธุรกรรมทางบัญชีของคุณหรือไม่ อย่างไรให้ชัดเจนกันไปเลย


ขอขอบคุณ

๑๕/๕/๕๑

โรคมากมายจากคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คนยุคสมัยนี้ ถึงแม้จะให้คุณอนันต์มากมายแต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า "คอมพิวเตอร์" ก็มีโทษเหมือนกัน... ล่าสุดที่ทำให้ตกใจกันทั่วคือ เมื่อนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการศึกษาและพบว่าคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์นั้น เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียอันตรายมากกว่าโถสุขภัณฑ์ถึง 5 เท่า!! และทำให้ผู้ใช้ท้องเสียโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอีกหลายโรคที่เกิดเพราะคอมพิวเตอร์ คือ...

ท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด

โรคที่ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ดว่า Qwerty Tummy อาจระบาดในที่ทำงานได้ หากว่าแป้นคีย์บอร์ดมีแบคทีเรียซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษและผู้ใช้รับประทานอาหารไปพร้อมกับใช้งานคีย์บอร์ดเครื่องคอมพ์ด้วยการศึกษาครั้งนี้ แสดงว่าคีย์บอร์ดเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียที่น่ากลัว ด้วยคนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ด และ 20% ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50% ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดภายในเวลาหนึ่งเดือน นอกจากนี้ด้วยรูปแบบการทำงานสมัยใหม่ ที่พนักงานต้องย้ายโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆทำให้พวกเขาไม่มีทางรู้ว่า ใครใช้คีย์บอร์ดที่กำลังใช้อยู่และใช้งานอย่างไรบ้าง

ทางแก้ไขคือ ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ควรทำความสะอาดคีย์บอร์ดเป็นประจำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย วิธีการคือทำความสะอาดด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ ที่สำคัญคืออย่าลืมถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ก่อน

โรคอื่นๆ อีกมากมาย คอมพิวเตอร์จะไม่เป็นอันตรายหากว่าคุณไม่ใช้มันจนติดเป็นนิสัย ซึ่งหมายความว่านั่งจมจ่อมอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เกือบจะตลอดวันและทุกวันคนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ้างเป็นบางครั้งคราวย่อมไม่ได้เจ็บป่วยเพราะคอมพิวเตอร์แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนก็จะได้รับผลกระทบจากเครื่องใช้ไฮเทคนี้มากหรือน้อยช้าหรือเร็ว ไม่เหมือนกัน หลายๆ อาการเจ็บป่วยจากคอมพิวเตอร์นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เรารู้กันดี แต่บางครั้งก็หลงลืม ว่าแล้ว...ลองมาทบทวนกันดูหน่อยดีไหม

ปวดตา :เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ตาต้องจ้องจอสว่างๆจึงเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพสายตา จึงควรระวังแสงที่จะส่องตรงมาโดยเฉพาะแสงจากด้านหลังของจอคอมพิวเตอร์ ควรให้แสงเข้ามาด้านข้าง (ด้านขวาก็จะดี)ถ้าเป็นไปได้ให้ติดแผ่นป้องกันรังสี รวมทั้งปรับความสว่างของจอให้เหมาะสมกับดวงตาการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่เพียงทำให้เกิดอาการปวดตาเท่านั้นแต่อาจเป็นสาเหตุของโรคต้อหินในอนาคตด้วย โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่สายตาสั้น นอกจากนี้จอคอมพิวเตอร์ที่สั่นไหว หรือเป็นคลื่นนั้นควรจะยกไปซ่อมซะควรละสายตาจากจอบ้างเป็นครั้งเป็นคราว กะพริบตาเป็นระยะเพราะดวงตาของคุณต้องการความชุ่มชื้น

โรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ :ปรับระดับความสูงของเก้าอี้หรือโต๊ะที่วางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อศอกอยู่ในมุม 90 - 100 องศา วางคีย์บอร์ดให้เหมาะเวลาใช้คีย์บอร์ดจะได้ไม่ต้องงอมือให้อยู่ในท่าที่ไม่สะดวกสบายควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ด ถ้าหากจำเป็นควรพิมพ์คีย์บอร์ดและใช้เมาส์อย่างเบามือ ถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายข้อมือและนิ้วบ้างหากสามารถทำงานด้วยวิธีการอื่นโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะและทำซะ

ปวดคอและหลัง :สำรวจท่านั่งเวลาทำงานของตัวเองควรนั่งตัวตรง ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 18 - 24 นิ้ว เก้าอี้ที่ดีควรจะมีล้อสามารถปรับพนักพิงได้ และต้องมีที่วางแขนโต๊ะควรจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเครื่องมืออื่นๆ ในการทำงาน

และสุดท้ายที่อยากตระหนักกันให้มากคือ อันตรายคลื่นลูกใหม่ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์เมื่อเราเปิดเครื่องใช้ก็จะมีรังสีแผ่ออกมา จึงไม่ควรนั่งใกล้จอเกินไปโดยเฉพาะเวลาใช้แล็ปท็อปซึ่งทำให้เราต้องนั่งใกล้เครื่องมากกว่าพีซีถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แผ่นป้องกันรังสีหรือเลือกใช้จอคอมพิวเตอร์ที่ไม่แผ่พลังรังสีไฟฟ้าออกมา แม้ราคาจะแพงกว่าแต่ปลอดภัยกว่า หากไม่ใช้เครื่องก็ควรปิด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องนอน อืม...รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลงมือทำกันซะเลยนะคะ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะไม่ฆ่าเราในทันทีทันใด แต่คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าเราไม่เสี่ยงกับการเกิดโรคภัยเหล่านี้

ขอขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก

ข่าวรณรงค์

ช่วยกันลดมลพิษคนละนิด ลดการใช้โฟมและถุงพลาสติก ปิดเครื่องไฟฟ้าหลังใช้งานทุกครั้ง

ความคิดเห็นล่าสุด