ร่วมฟังเทศนาธรรม "คนไทยล้วนเป็นพี่น้องกัน" โดย ท่านว.วชิรเมธี
วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เวลา 16.00 น. ณ หน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ สี่แยกปทุมวัน
กิจกรรม
15.45 น. นัดรวมพล
16.00 น. เทศนาธรรม "คนไทยล้วนเป็นพี่น้องกัน" โดย ท่านว.วชิรเมธี
16.30 น. ตัวแทนเครือข่ายแสดงเจตนารมย์
- ผู้แทนจากภาคประชาสังคม
- ผู้แทนจากภาควิชาการ
- ผู้แทนจากภาคธุรกิจ
- ผู้แทนจากภาคเยาวชน
17.00 น. ร่วมภาวนาเพื่อให้เกิดความสันติสุขในประเทศ
โดยการเสียสละจากทุกฝ่าย ถอยคนละก้าว เพื่อให้ประเทศชาติไม่เข้าสู่สงครามกลางเมือง
ผู้แทนจากศาสนาพุทธ , ผู้แทนจากศาสนาศริสต์ , ผู้แทนจากศาสนาอิสลาม , ผู้แทนจากศาสนาอื่นๆ
17.59 น. ร่วมจุดเทียนเพื่อส่งแรงบัดดาลใจ ไปยังทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันเสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศ
18.00 น. กล่าวเรียกร้องเจตนารมย์ต่อสังคม
"ขอให้รัฐบาลเสียสละโดยการยุบสภาหรือลาออก
ขอให้พันธมิตรเสียสละถอยออกจากสนามบิน
ให้กระบวนการต่างๆ เดินตามกฏหมาย และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
พวกเราไม่ต้องการเห็นความแตกแยกของคนไทยด้วยกัน ไม่อยากเห็นความรุนแรง และไม่อยากเห็นสงครามกลางเมือง"
ผู้ประสานงาน สารี อ่องสมหวัง โทร 081-668-5240
เครือข่ายประชาชนร่วมหยุดสงครามกลางเมือง
ภาคีเครือข่ายองค์กรที่เข้าร่วม
1. มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม
2. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬา
4. คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน (กปอพช.)
5. เครือข่ายพุทธิกา
6. กลุ่มสร้างพื้นที่สันติ
7. เครือข่ายคนพิการ
8. กลุ่มผู้รักความสงบ
9. เครือข่ายผู้บริโภค 26 จังหวัด และองค์กรผู้บริโภค
10. มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายองค์กรด้านเอดส์
11. เครือข่ายพนักงานบริการ (SWING)
12. เครือข่ายครอบครัว
13. เครือข่ายสลัมสี่ภาค
14. เครือข่ายจิตอาสา
15. เครือข่ายสุขภาพ
16. เครือข่ายนักศึกษา
17. อดีตวุฒิสมาชิก
18. เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
19. ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย
20. ตัวแทนนักวิชาการ
จำนวนผู้เข้าร่วม 2000 คน
ผู้ประสานงาน สารี อ่องสมหวัง โทร 081-668-5240
เครือข่ายประชาชนร่วมหยุดสงครามกลางเมือง
ฟังรายการสถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz.
ครอบครัวข่าวสาร
STaR rAdio 104.50 MHz.
มาร่วมคุยกันดีกว่า
๑/๑๒/๕๑
ขอเชิญร่วมภาวนาเพื่อสันติสุขในประเทศ
เขียนโดย
Admin
ที่
๑๒/๐๑/๒๕๕๑
0
ความคิดเห็น
๒๘/๑๑/๕๑
14 สไตล์มรณะ ปัจจัยเสี่ยง"มะเร็ง"
เขียนโดย
Admin
ที่
๑๑/๒๘/๒๕๕๑
0
ความคิดเห็น
๑๘/๑๑/๕๑
บำบัดป่วยด้วยหนังสือ
จึงพอสรุปโครงสร้างของสมองที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการอ่านได้ดังนี้สมองแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง โดยเริ่มต้น หากสมองทำงานผิดปกติเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งจะเกิดผลเสียคือ" จะทำให้กระบวนการอ่านของเด็กเสียทั้งหมด เช่น บางคนบกพร่องเรื่องการรับภาพ เห็นตัวอักษรในลักษณะที่บิดเบือนไป ยกตัวอย่างเช่น เห็นตัวงองูกลับด้าน เหมือนเวลาเราดูภาพจากกระจกเงา หรือ สมองด้านภาษาบกพร่อง เขาจะไม่สามารถ แปลงสัญลักษณ์หรือภาพที่เขาเห็นเชื่อมโยงกับเสียงได้ เช่น เห็นตัว มอม้าแต่ไม่สามารถออกเสียงได้ เปรียบเทียบกับคนไทยที่ไปเมืองจีนแล้วเห็นอักษรจีน เราก็ไม่รู้ว่าจะออกเสียงอย่างไร เด็กกลุ่มนี้จะถูกครูและพ่อแม่เข้าใจผิดว่าขี้เกียจ ให้อ่านหนังสือก็ไม่อ่าน แต่จริงๆ เขาอ่านไม่ได้ ซึ่งพอโตขึ้น เด็กจะเริ่มเบื่อหน่ายการเรียน จะถอดใจว่าเพราะรู้สึกว่าการเรียนยาก ยิ่งเด็กโดนดุ ถูกคาดโทษจากพ่อแม่หรือคุณครู เด็กจะมีความกังวล และมองตัวเองไม่มีคุณค่า ในที่สุด เด็กผู้หญิงจะมีอาการซึมเศร้า ส่วนเด็กผู้ชายจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง" คุณหมอแนะนำว่า ผู้ปกครองควรมีเวลาให้เด็กมากขึ้น และฝึกให้เด็กอ่านตัวอักษรที่อ่านไม่ออก โดยการทำตัวอักษรเป็นตัวนูนแล้วใช้มือสัมผัสไปด้วยขณะอ่าน เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ และเพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนคนทั่วๆไปการอ่านช่วยกระตุ้นสมอง" อ่านหนังสือให้ลูกฟังจึงช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาพูด และภาษาอ่านได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ เนื้อหาในเรื่องที่เล่านั้น เป็นความดี ความจริง ความรู้ ซึ่งจะส่งผ่านเข้ามาถึงตัวเด็กได้ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น ความผูกพันของแม่และลูก ขณะที่ลูกนั่งอยู่บนตักแม่ แม่เล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟัง การกอดรัดสัมผัสของแม่ที่มีต่อลูกส่งผลให้เกิดการหลั่งของ โกร้ธฮอร์โมน และ เนิร์บโกร้ธ แฟคเตอร์ ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองมนุษย์มากทีเดียว นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกได้รับประโยชน์จากการอ่านที่แม้ไม่ได้ทำให้ ลูกแข็งแรงโดยตรงแต่ทำให้ลูกมีสมองและจิตใจที่แข็งแรง มีความสุข"… เมื่อเด็กเริ่มหัดอ่าน แนวความสนใจจะเป็นไปตามรายบุคคล ทั้งปริมาณที่อ่านได้และประเภทของหนังสือที่อ่าน ในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคลในการอ่าน ด้วย ซึ่งแนวความสนใจพอจะสรุปได้ดังนี้ หนังสือโอสถเยียวยาใจ" การอ่านหนังสือจะทำให้ผู้อ่านพบว่า ความไม่แน่ใจของตน ความทุกข์โศก และความผิดหวัง มิได้เกิดขึ้นกับตนเองแต่เพียงผู้เดียว บุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดต่างก็มีประสบการณ์เช่นเดียวตน เขาจะรู้สึกโล่งอกเมื่อปัญหาที่ทำให้ตนเองต้องแยกตัวออกจากสังคมสู่โลกเปล่า เปลี่ยวแห่งความผิดหวัง ความข้องคับใจ ความทุกข์โศกหรือความสงสัย ถูกขจัดให้หมดไป ภายหลังจากการอ่านหนังสือ" ความมหัศจรรย์จากการอ่าน นั้นไม่เพียงเกิดเฉพาะกับเด็ก และวัยทำงานที่ต้องการทั้งหาความรู้ ผ่อนคลายจิตใจ ตลอดจนสร้างกำลังใจให้ตัวเองเท่านั้น สำหรับผู้สูงอายุ หนังสือก็เป็นยาอีกขนานหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานด้วยความกระชุ่ม กระชวยได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์" อย่างที่รู้กันว่า สมองสามารถงอกใหม่ได้ การอ่านหนังสือก็ช่วยทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น คนที่เป็นโรคสมองเสื่อมนั้น สิ่งที่คนไข้ต้องทำคือ การอ่าน เพราะทำให้เกิดความจำ และสมองได้ทำงาน เมื่อใดสมองได้ทำงาน กลไกต่างๆในสมองจะทำงานดีขึ้น ผู้ที่ยังไม่ป่วยก็จะช่วยป้องกันได้ ส่วนผู้ป่วยการอ่านจะช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็ว ส่วนหนังสือที่ใช้สำหรับอ่านไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นหนังสืออะไร ขอเพียงแต่เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่เลวร้าย เป็นหนังสือที่เราชอบและมีคุณค่าก็พอ" "ดังนั้นยิ่งอ่านมาก เซลล์สมองได้ทำงานมาก เปรียบเทียบกับกล้ามเนื้อยิ่งใช้งานมาก ยิ่งแข็งแรง แต่ถ้าไม่ใช้งาน ไม่อ่านไม่คิดตาม มันจะฝ่อ แต่ถ้าใช้บ่อยๆ ก็จะแข็งแรง และจะมีบางส่วนที่งอกออกมา เกิดวงจรใหม่ๆ ขึ้นมา" ความมหัศจรรย์ของหนังสือยังไม่หมดเพียงเท่านั้น หนังสือยังเป็นยาแก้ไข้ บรรเทาปวดให้กับเด็กป่วยเรื้อรังได้อีกด้วย" จากประสบการณ์ที่สอนเด็กป่วยในโรงพยาบาลจุฬา เพื่อให้เด็กเรียนทันเพื่อนในชั้นเรียน เด็กๆ ที่ป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ และโรคเลือด เด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถลุกออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้มากนัก เพราะสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เขาจะนอนอยู่บนเตียง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเบื่อ และบางทีทำให้มีอาการเครียด กิจกรรมที่เรามักให้ทำคือ การอ่านหนังสือ ซึ่งช่วยคลายความเครียดความวิตกกังวลได้ แต่หนังสือที่ให้เขาอ่านต้องเป็นหนังสือที่เขาสนใจ เด็กบางคนชอบการ์ตูน เขาจะอ่านจนเพลินลืมนอน จนเราต้องบอกให้นอนพัก แต่เด็กบางคนชอบการทดลอง ชอบวิทยาศาสตร์ เราก็จะจัดหนังสือกลุ่มนี้ให้ เขาจะซักถามว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องการให้ครูช่วยอธิบาย"
นับตั้งแต่ส่งลูกชายเข้าเรียนในชั้นอนุบาลจนถึง ป.2 ผลการเรียนของลูกอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเพื่อนๆมาตลอด และดูเหมือนว่าลูกจะไม่ยอมรับรู้ใดๆ คุณแม่จึงย้ายโรงเรียนใหม่ให้ลูกเพราะคิดว่าวิธีการสอนของครูคนใหม่จะทำให้ ลูกเข้าใจบทเรียนมากขึ้น แต่จนแล้วจนรอดลูกก็ยังอ่านหนังสือไม่คล่อง แถมมีพฤติกรรมก้าวร้าว และเก็บกดในบางครั้ง
หลังจากพูดคุยกับผู้ ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นเวลานานพอสมควร คุณแม่จึงทราบว่า ลูกชายมีอาการ LD ( Leaning disorder) แต่เป็น LD ประเภท ภาวะการอ่านบกพร่อง(Dyslexia) หรือ บอดศัพท์ (word blindness)ทฤษฏีสมรรถภาพสมองสมอง
เป็นส่วนสำคัญต่อการอ่าน และสมองต้องทำงานประสานกันหลายส่วนจึงทำให้เกิดการอ่านและแปลความหมายได้ ซึ่งสรุปเป็นการกระบวนการได้ 2 ส่วน คือ
ขอขอบคุณสาระดีๆ จาก หนังสือชีวจิต ฉบับที่ 214
เขียนโดย
Admin
ที่
๑๑/๑๘/๒๕๕๑
0
ความคิดเห็น
๑๐/๑๑/๕๑
แค่เดือนเดียว เด็กหาย 29 คน กลุ่มเสี่ยงเพศหญิง
ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เผยสถิติเด็กหายช่วงปิดเทอมมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี กลุ่มเสี่ยงเป็นเด็กหญิงอายุ 11 - 15 ปี มักจะถูกล่อลวงทางเพศ สาเหตุมีเวลาว่างเล่นอินเทอร์เน็ตแล้วหายตัวไปกับคนแปลกหน้า บางคนน้อยใจพ่อแม่หนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตเร่ร่อน
เขียนโดย
Admin
ที่
๑๑/๑๐/๒๕๕๑
0
ความคิดเห็น
๒๘/๑๐/๕๑
10 วิธีลดเสี่ยง ห่างภัยมะเร็งร้าย
มะเร็งเป็นโรคที่เกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าเด็ก คนแก่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะร่ำรวยหรือยากจน มะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้คนทั้งในประเทศที่ พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา แต่ข่าวดีก็ยังมีอยู่ นั่นคือองค์ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของโรคมะเร็งได้รับการพัฒนาไปมากพอจนเรา เรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองจากโรคมะเร็งได้
เขียนโดย
Admin
ที่
๑๐/๒๘/๒๕๕๑
0
ความคิดเห็น
ข่าวรณรงค์
ช่วยกันลดมลพิษคนละนิด ลดการใช้โฟมและถุงพลาสติก ปิดเครื่องไฟฟ้าหลังใช้งานทุกครั้ง
ความคิดเห็นล่าสุด


